เกรดกระเป๋าแบรนด์

กระเป๋าแบรนด์ที่ได้ยินมาก็มีเกรด A, AAA, Premier, Mirror, Top Mirror, 7 Stars เยอะแยะมากมายน่าเวียนหัวสร้างความสับสนให้ทั้งคนซื้อและคนขายทั้งมือใหม่และมือเก่า  จะสังเกตได้ว่าไม่มีร้านขายกระเป๋าร้านไหนที่บอกว่าสินค้าของตัวเองเป็นเกรดรองเช่น B C D ทุกร้านจะบอกเป็นอย่างน้อยเกรด A ขึ้นไปทั้งนั้น  ไม่งั้นเดี๋ยวจะขายไม่ออก  ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเกรดรองๆ ลงไปมันก็มีเหมือนกัน  แถมทุกวันนี้ก็เริ่มไม่ค่อยบอกว่าสินค้าเป็นเกรด A เฉยๆ แล้ว  จึงทำให้มี AA , AAA , AAA+++ หรือชื่อเกรดอื่นๆ ตามแต่คนขายนั้นๆ จะคิดออก(คิดเอาเอง) ทำให้เริ่มมีเกรดชื่อแปลกๆ เพิ่มมาเรื่อยๆ จนทำให้บางทีลูกค้าไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมเกรด A หลายๆ ตัวแล้วกลับพบว่าคุณภาพสินค้าแย่กว่าเกรด A ตัวเดียวซะอีก  ซึ่งทำให้การเลือกซื้อกระเป๋าทั้งแบรนด์และไม่แบรนด์(แฟชั่น) ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญพอสมควรทีเดียว ในการพิจารณาข้อมูลต่างๆ ทั้งตัวกระเป๋าที่สนใจจะซื้อและทั้งตัวร้านค้าที่เราเลือกจะจ่ายเงินซื้อสินค้าด้วย  นี่ยังไม่นับเรื่องที่สินค้าหรือกระเป๋าที่ซื้ออาจไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน หรือไม่เป็นไปตามที่โฆษณา หรือไม่เหมือนรูปที่แสดงไว้ในเว็บไซต์  ซึ่งมักเกิดขึ้นจากแม่ค้าหรือพ่อค้ามือใหม่หวังหารายได้ทางลัดด้วยการคัดลอกรูปภาพสินค้า จากร้านอื่นที่ขายสินค้าชิ้นนั้นๆ อยู่แล้วมาโมเมว่าเป็นสินค้าของตัวเอง แถมบางครั้งก็อาจเกิดจากกรณีต้องการจับเสือมือเปล่า นั่นคือไม่มีสต๊อกสินค้าเลยเอารูปกระเป๋ามาลงขาย พอขายได้แล้วจึงค่อยไปหากระเป๋ารุ่นแบบที่ลูกค้าสั่งซื้อมาส่งให้  แต่ทว่าหลายครั้งก็จะพบว่าหาสินค้ามาได้เหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้างหรือแบบเหมือนแต่คุณภาพไม่เหมือนแล้วแต่โอกาส ทำให้ลูกค้าจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ของตามที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าร้านค้าที่ทำแบบนี้มักจะอยู่ได้ไม่นานก็ต้องปิดตัว หรือเลิกขายไป  จึงทำให้เกิดกฎข้อสำคัญในการเลือกร้านค้าที่จะซื้อกระเป๋าด้วยขึ้นมานั่นคือ ต้องเป็นร้านที่เปิดขายมานานแล้วเท่านั้น เพราะกาลเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์อะไรได้หลายๆ ถึงแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม แน่นอนว่าร้านค้าเก่าแก่ที่ขายมานานบางทีก็ไม่ได้เป็นร้านที่ขายกระเป๋าที่เราอยากได้ในราคาต่ำสุดเสมอไป  แต่เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้ของอย่างที่เราต้องการแล้ว บางครั้งการยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยย่อมดีกว่าจ่ายถูกแต่ได้ของที่ไม่อยากได้กลับคืนมา หรือบางทีอาจเสียเงินฟรีๆ ไม่ได้อะไรกลับมาเลยเพราะเห็นแก่ความถูกนั่นเอง

 

วิธีดูว่าร้านไหนเปิดขายมานานแค่ไหนนั้น ถ้าเป็นคนที่มีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตก็เป็นเรื่องง่าย  แต่สำหรับสาวนักช็อปทั่วไปแล้วอาจดูได้โดยวิธีอ้อมๆ นั่นคือ ถ้าเป็นร้านค้าที่เปิดโดยใช้บริการร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูปจาก Talad หรือ Weloveshopping จะมีช่องบอกข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้านั้นๆ ไว้ด้วย ซึ่งส่วนมากจะอยู่บริเวณซ้ายมือด้านบน เช่น วันเปิดร้าน , วันอัพเดทล่าสุด , จำนวนสินค้าในร้าน เป็นต้น แบบนี้ดูง่ายเพราะชัดเจน แต่ถ้าร้านนั้นๆ ไม่ได้แสดงข้อมูลตรงนี้ไว้ก็ต้องไปดูที่เว็บบอร์ดแทน โดยปรกติที่เว็บบอร์ดจะแสดงข้อมูลล่าสุดในหน้าแรกที่เราเปิดเข้าไปดู ก็ให้เลือกเปิดไปหน้าสุดท้ายแทน  ซึ่งแต่ละหัวข้อกระทู้จะมีวันที่กำกับไว้ด้วย เราก็ดูว่าหัวข้อกระทู้ในหน้าสุดท้ายวันเดือนปีอะไร วิธีนี้จะทำให้พอรู้คร่าวๆ ว่าร้านนั้นๆ เปิดขายสินค้าหรือกระเป๋ามานานแค่ไหนแล้ว ถึงวิธีดูวันที่จากหน้าสุดท้ายของเว็บบอร์ดจะไม่รู้วันที่เปิดร้านนั้นแน่นอน 100% แต่ก็ใช้เป็นแนวทางได้ดีเหมือนกัน  ทั้งนี้เนื่องจากถ้าร้านนั้นๆ มีการเปลี่ยนผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ เช่น ย้ายจาก Talad ไป iGetWeb ข้อมูลถามตอบซื้อขายเก่าๆ ในเว็บบอร์ดก็มักจะหายไปด้วย  จะมาเริ่มมีข้อมูลเฉพาะหลังย้ายมาอยู่กับผู้ให้บริการรายใหม่แล้วเท่านั้น  แต่ตรงจุดนี้คนซื้อมักไม่ต้องสนใจมากนักเอาเป็นว่า ข้อมูลกระทู้ในหน้าสุดท้ายของเว็บบอร์ดย้อนหลังไปมากกว่าสองสามปีเป็นอันใช้ได้ล่ะ  จริงๆ แล้วร้านค้าจะเปิดมานานกว่านั้นอีกก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ยิ่งดีเสียอีก  ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้สังเกตได้ว่าหากร้านไหนไม่มีเว็บบอร์ดล่ะก็ ควรเลี่ยงการไปซื้อสินค้าด้วยเป็นดี